ผมมาทำอะไรที่นี่
คงเพราะอุณหภูมิ 32 องศา..
และเวลาว่างที่พอจะอำนวยให้ผมต้องตั้งคำถามกับตัวเองอย่างนี้..
ก่อนที่จะมาเรียนที่นี่
ผมคิดแบบที่ผู้ชายทั่วไปคิดกัน..
การได้มาเรียนในที่ที่ผู้หญิงเยอะแบบนี้..
ชีวิตมันจะมีความสุขขนาดไหน..
..
ณ เวลานี้
ผมเข้าใจแล้วว่า..
สิ่งที่เราเห็นสิ่งที่เราเข้าใจ..
ถ้าพิจารณาให้ดี..
มักมีอีกด้านที่เรายังมองไม่เห็นเสมอ..
..
..
สังคมที่นี่ทำเอาผมปวดหัวพอสมควร....
เริ่มต้นจาก..
เรื่องนินทา ที่เป็นเสมือนโรคร้ายที่จะคุกคามเราได้ทุกวัน
ทั้งเรื่องจริงๆและไม่จริง..
แต่ส่วนใหญ่ในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวผม..
บอกได้เลยว่าไม่จริง...
..เรื่องการถูกจับตา..
เป็นอะไรที่ผมอึดอัดมากที่สุด
.เข้าขั้นเซ็งเป็ด!
ไม่ว่าผมจะไปไหนกับใคร..
มักจะถูกจับคู่ให้เป็นแฟนกันเสมอ..
ทั้งที่ผมเอง..
ไม่ได้คิดอะไรกับเพื่อนคนที่เดินด้วยกันเลย..
ก็แค่เพื่อนกัน..
ผมพูดประโยคนี้กับคนที่ล้อจนเบื่อแล้ว..
ก็ที่นี่มีแต่ผู้หญิง..ๆๆๆๆ..ส่วนผู้ชายก็มีแต่ชายไม่ค่อยจะแท้...
แล้วการที่ผมจะมีเพื่อนผู้หญิงที่จะเดินไปไหนมาไหนด้วย ติวหนังสือด้วยกัน มันแปลกตรงไหน
เดินกับผู้หญิงก็หาว่าเป็นแฟนกัน (ผมไม่เสียหายแต่น้องผู้หญิงเค๊าจะเสียหาย)
ก็เลยห่างๆกัน
ออกมา
แยกกันเดินดีกว่า..
มาเดินคนเดียวสบายใจกว่า...
ก็ยังไม่วายหาว่าผมไม่สนใจหญิงอีก..
เป็นเกย์หรือปล่าว..
กรรม!...(ไม่ได้เป็นโว้ยย!!!!)
เซ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
หลังๆเลยพยายามทำใจว่า...
ใครจะคิดยังไงก็คิดไป...
ไม่อยากจะสนใจแล้ว..
...
1 ในผู้หญิงที่โชคร้ายที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
ได้เป็นแฟนผมโดยไม่ได้ตั้งใจก็คือ
เอมิลี่
ครูสอนภาษาอังกฤษของผมเอง
เอมิลี่ สาวอเมริกัน วัย 22 ปี ผู้มีความตั้งใจจะเป็นหมอที่ดีในอนาคตให้ได้
แต่หนทางยังอีกยาวไกลนัก..
การเป็นแพทย์ในเมืองไทยว่ายากแล้วว..ที่อเมริกายากยิ่งกว่าหลายเท่านัก
เอมิลี่มาเมืองไทยเพื่อท่องเที่ยวหลังจากจบวิทยาลัย..
ประจวบเหมาะช่วงเงินขาดมือเห็นประกาศรับครูสอนภาษาอังกฤษ..
เธอจึงรีบสมัครทันที....และได้มาสอนที่นี่..
....
จุดเริ่มต้นข่าวลือของผมเริ่มจาก
วันหนึ่งผมกลับจากกทม.ถึงท่ารถตู้เพชรบุรี
เอมิลี่ซึ่งมาสอนที่นี่ได้เกือบสองเดือนแล้ว (แต่ยังไม่สนิท)
พึ่งกลับมาจากลอยกระทงที่เชียงใหม่เช่นกัน..
เราเจอกันที่ท่ารถตู้..
ผมก็ทักทายในฐานะที่เธอเป็นครูสอนในคลาสเท่านั้น..
ผมโทรศัพท์ให้เพื่อนมารับที่ท่ารถ..แต่เห็นเอมิลี่หอบของพรุงพรัง
เลยบอกเพื่อนให้ขับมอเตอร์ไซค์มา 2 คัน รับเอมิลี่กลับที่วิทยาลัยด้วย
แต่ก่อนกลับเราแวะกินข้าวกันในตลาด..กันก่อน
ก็แค่นั้น..
..เช้ารุ่งขึ้นในชั่วโมงอังกฤษ..
เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นมาเป็นภาษาอังกฤษขึ้นว่าใครแอบไปดินเนอร์กับเอมมิลี่..เมื่อคืนนี้ ยกมือขึ้น
แล้วก็หันมาทางผม แม้ว่าเพื่อนจะล้อเล่น แต่ผมหงุดหงิดมาก
เพราะเมื่อคืนเรากินข้าวกันทั้งหมด 4 คน...
พอเอมิลี่ เห็นผมไม่ได้พูดอะไร
เลยชิงตอบกลับไปว่า ไปกับใครบ้าง..แจงมาเลย 1-2-3-4
..
หลังจากนั้นมา..
ผมแทบจะไม่กล้าพูดอะไรกับเอมิลี่
เพราะจะโดนเพื่อนล้อตลอดเวลา..
ผมรู้ว่าเพื่อนคงสนุก...
แต่ผมไม่สนุกด้วยเลย...
(-_- )
..
จนแม้กระทั่งวันสุดท้ายที่เอมิลี่จะไปจากวิทยาลัย
เอมิลี่เขียนโปสการ์ดให้ทุกคนในห้องรียน..(50 คน)
ถือเป็นความประทับใจสุดท้ายแก่พวกเรามาก
.
ถึงกระนั้นก็ยังมีเพื่อนอยากจะอ่านการ์ดที่เอมิลี่เขียนให้ผม
(ไม่รู้ทำไม)..
เรื่องส่วนตัวนะเนี่ยย...
..
จริงอยู่..หลังๆผมกับเอมิลี่สนิทกัน..
แต่เราแค่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น..
ไม่ได้มากไปกว่านั้นเลยย..
..
..2-3 วันก่อนเอมิลี่จะไป
เอลชวนไปกินข้าวด้วยหลายครั้งแต่ผมก็บ่ายเบี่ยงทุกที..
ไม่รู้สิ..
เวลาผมจะจากใครสักคน ไม่ว่า เพื่อนสนิท คนที่รัก..หรือคนที่เคยผูกพัน
ผมมักใช้วิธีหลบหนี..
ไม่เผชิญหน้าแบบนี้..
อาจเป็นเพราะผมหาคำล่ำลาดีๆให้คนเหล่านี้ไม่ได้..
..สุดท้ายเมื่อคืนเอม. โทรหาผม 14 สาย
ผมปิดโทรศัพท์แกล้งทำเป็นหลับ..
เช้ามา ..
เปิดโทรศัพท์ดู...เห็นเมจเสจเอมิลี่ 2 เมสเสจไม่ได้เปิดอ่าน
พิมพ์ตอบกลับไป Bon voyage! super Emilie..( ^ _^ )แล้วนั่งเรียนต่อ
ตอนเที่ยงนั่งกินข้าวกับเพื่อน..
เอมิลี่มานั่งคุยในกลุ่มด้วย..
แต่ผมก้มหน้าก้มตากิน..ไม่ได้คุยอะไร
บ่าย 3 เอมิลี่จะไปแล้ว
ผมแอบบอกเพื่อนที่มีรถเก๋งให้ช่วยไปส่งเอลมิลี่ที่ท่ารถด้วย
ส่วนผมขับรถไปกับเพื่อนอีกกลุ่มไปทำธุระเรื่องเสื้อรุ่นที่จะใส่รับน้องในเดือนเมษาที่จะถึงนี้
..
..
มีนักเรียนในคลาสอยู่ไม่กี่คนที่สนิทกับเอลมิลี่..1ในนั้นคือผม
แต่ก็มีแต่ผมเท่านั้นเอง
ที่ไม่ได้กล่าวคำล่ำลาอย่างเป็นทางการ
.
การพลัดพรากเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตอยู่แล้วววว.....
คุณก็รู้ใช่ไหม?
Good bye to you
Emilie..